Home > Web Standards > หนทางสู่อนาคต Web Standards

หนทางสู่อนาคต Web Standards


Web Standards คำนี้อาจจะไม่คุ้นหู ใครหลายๆคน หรือบางคนอาจจะรู้จักมาบ้างแล้ว วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องนี้กัน ในที่นี่เราจะพูดถึง 2 ชนิด คือ

1. W3C Standards

w3c standards

2. ECMA Standards

ECMA Standards

w3c ก่อตั้งโดย นาย Tim Berners ในปี 1994 มีสมาชิก เช่น ไมโครซอฟท์, แอปเปิล, ไอบีเอ็ม ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานของเว็บไซต์ ในส่วนของ html xml xhtml และ css ส่วน ecma(European Computer Manufacturers Association) นั้น เกิดขึ้นในปี 1961 ตั้งขึ้นเพื่อกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับ จาวาสคริป และ DOM (Document Object Model)

ทำไมต้อง Web Standards

ถ้าหากคุณเคยเปิดเว็บไซต์ด้วยเบราเซอร์หลายๆอัน ก็จะพบว่า แต่ละอันก็ต่างคนต่างพัฒนา แล้วยังแย่งกันครองตลาดอีกด้วย การแสดงผลก็ต่างกัน ทำให้เป็นปัญหาแก่้ผู้พัฒนาเว็บเป็นอย่างมาก ที่จะทำเว็บไซต์เข้าถึงได้ทุกบุคคล ทุกเบราเซอร์ และ ทุกเครื่องที่จะแสดงผล (เช่น แสดงผลบน ทีวี pda จอคอม หรืออื่นๆ) ดังนั้น จึงมีการกำหนดมาตรฐานการทำเว็บไซต์ขึ้น เพื่อให้ผู้พัฒนาเว็บ ได้เดินไปในแนวทางเดียวกัน

ประโยชน์ของ Web Standards่

ในแง่ของ Accessibility คือ การที่สามารถเข้าถึงได้ของทั้งคนและเครื่อง
-สำหรับ software และ machine

  • เพิ่มโอกาสในการถูกค้นพบของเว็บไซต์คุณ bot จาก search engine ที่มาเว็บไซต์คุณ ก็จะมองหา tag ต่างๆที่เป็นมาตรฐาน หากคุณไม่เขียนให้ถูกต้อง โอกาสที่ bot จะไม่เข้าใจ ใน page นั้นๆ ก็มีมากเช่นกัน
  • หากคุณเขียนตามมาตรฐาน เบราเซอร์เวอชั่นเก่าๆ สามารถที่จะแสดงผลเว็บคุณได้ถูกต้อง และ เบราเซอร์ในอนาคตก็เช่นกัน จะเป็นอย่างไร หากคุณเขียนตามใจตัวเอง เมื่อเครื่องมือได้ถูกพัฒนามาใหม่แล้ว แสดงผลเว็บคุณไม่เหมือนเดิม คุณจะต้องมานั่งปรับใหม่อีกหรือ คุณควรยึดหลักมาตรฐานไว้เสียแต่วันนี้ แน่นอนว่า เครื่องมือใหม่ๆก็ย่อม พัฒนาตามหลักมาตรฐานด้วยเช่นกัน
  • เพิ่มความคล่องตัวของข้อมูลให้กับไซต์ของคุณ เมื่อเป็นรุปแบบมาตรฐาน มันย่อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ง่ายเช่น แปลงข้อมูลสู่ xml หรือ database format

- สำหรับ คุณและทุกคน

  • ทำให้คนที่มองเห็นไม่ชัด หรือ สูญเสียการมองเห็น สามารถที่จะมาใช้เว็บไซต์ของคุณได้ อย่างไร? คนตาบอดจะใช้ screen reader ในการอ่าน text ที่อยู่ในหน้าเว็บเพจ ถ้าคุณใส่รูปแล้ว ไม่ใส่ alt=”" ตัว screen reader ก็จะไม่สามารถอ่านได้ว่ารูปนั้นคือรูปอะไร
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลได้อย่างถูกต้องในทุกอุปกรณ์ ทั้ง จอทีวี จอพีดีเอ จอคอมพิวเตอร์ จอโปรเจกเตอร์ หรือในอนาคตอาจแสดงผลที่ตู้เสื้อผ้า เสนอ เสื้อตัวใหม่ จากเว็บคุณ สู่ลูกค้า หรือ แสดงผลที่ตู้เย็น ว่าวันนี้มีสินค้า sale อะไรบ้าง (ไม่แน่นะ หึหึ)
  • ถ้าคุณไม่ใช้ Web Standards คุณอาจจะมีผู้ชมอยู่วงจำกัด และนั่นก็หมายถึง ความสูญเสียทางธุรกิจ

ในแง่ของ Stability & Flexibility คือ ความเสถียรและความยืดหยุ่นของเว็บไซต์

  • มั่นใจได้เลยว่า เว็บไซต์ของคุณ จะเข้ากันได้กับ เครื่องมือทั้งในอดีตและอนาคต
  • หากใช้ Web Standards คุณจะสามารถให้ใครก็ได้ มาอัพเดท ทำงานร่วมกัน หรือทำต่อจากคุณ โดยคนที่มีความรู้เรื่องนี้

ข้อดีข้อสุดท้าย คือ ถูกต้องตามกฎหมาย ในต่างประเทศนั้นจะมีกฎหมาย ว่าจะต้องทำเว็บไซต์ให้ถูกตามหลัก Web Standards (Accessibility ) สามารถเข้าถึงได้โดยคนทุกระดับ ทั้งตาไม่ดีมาก ไม่ดีน้อย หรือตาบอด สถานีรถไฟฟ้า ห้องน้ำในห้าง ก็ยังมีที่สำหรับคนพิการ แนวคิดนี้ได้ถูกปรับใช้ในการสร้างเว็บไซต์แล้็ว แต่เมืองไทยยังไม่เข้มข้นในเรื่องนี้ หากคุณคิดว่าประเทศไทยจะไม่มุ่งสู่มาตรฐาน Web Standards และเว็บไซต์มีไว้สำหรับ window XP หน้าจอ 1024×768 เท่านั้น คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องอ่านตอนต่อไปจากนี้ แต่ถ้าคุณเห็นว่า ในอนาคต เว็บไซต์ไทยจะมุ่งสู่มาตรฐาน Web Standards ก็เชิญศึกษาต่อไปครับ เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ให้ก้าวทันนานาประเทศ

มาดูรูปแบบของ Web Standards มีอะไรบ้าง>>

Related Articles

  • Share/Bookmark
Categories: Web Standards
Tags:

About the author

Webmaster ของเว็บนี้และ www.toysmile.com กับ www.wondercutie.com ความสามารถ : web design, graphic design, CSS, PHP programming, wordpress, magento ตอนนี้กำลังสนใจ : การออกแบบ ตัวการ์ตูน คาแรคเตอร์ ^^

Website : http://www.divland.com

Facebook : http://www.facebook.com/divland

Twiter : http://twitter.com/divland


  1. April 19th, 2007 at 22:44 | #1

    เมื่อก่อนจะเห็นเวบไซต์ส่วนใหญ่จะมีเขียนไว้ว่า best view for IE 1024×786 ประมาณนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแล้วล่ะค่ะ นั่นเป็นเพราะผู้ออกแบบหันมาใช้ web standard กันมากขึ้นรึป่าวคะ :-?

    ติดตามอ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ :d

  2. April 20th, 2007 at 10:56 | #2

    เว็บใหญ่ๆ มันมี standard ในเรื่องของขนาดหน้าจอนะครับ
    และมันเป็น standard เดียวจริงๆ ที่เค้าใช้กันในเมืองไทย
    เพราะทำให้ User แบบเก่า (หน้าจอ 800×600) กับแบบใหม่ (ขนาดหน้าจอปัจจุบัน)
    สามารถเข้าใช้งานเว็บได้อย่างสบายๆ

    แต่จริงๆ standard นึงที่สำคัญ คือเรื่องของการออกแบบเว็บไซด์
    ไม่ค่อยเห็นเว็บใหญ่ๆ เมืองไทยใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ อยากจะใส่อะไรก็ใส่ไปจนหน้ายืดยาว
    คือ มองว่ามันไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานเท่าไหร่อ่ะครับ

  3. admin
    April 20th, 2007 at 12:21 | #3

    ของผมทำ fix ไว้ที่ 900px คนหน้าจอ 800×600 นี่ก็ลำบากหน่อย :d ต้องเลื่อนจอเอา แต่มีน้อยจริงๆครับ ประมาณ 1% ส่วนเนื้อหาที่ใส่จนยืดยาว เป็นเรื่องของการบริหารแล้วล่ะ คนไม่ค่อยชอบเข้าไปหน้าในๆ เลยต้องเอาเนื้อหามาปู ด้านหน้ามากๆ เพื่อดึงทราฟฟิก มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง คนทำ marketing ก็อยากเอาแบนเนอร์มาติดเยอะๆ แต่คนทำดีไซน์ ก็อยากเอาออกไป เพราะมันไม่สวย :-?

  4. April 20th, 2007 at 16:44 | #4

    alt ผมไม่ค่อยใช้แฮะ ส่วนมากใช้ title ครับ ไม่รู้ว่าจะเหมือนกันหรือเปล่า? (มีช่วงนึงใส่ alt แล้วไม่ขึ้น เลยเปลี่ยนมาเล่น title แทนอ่ะ)

  5. admin
    April 20th, 2007 at 17:08 | #5

    alt=”" ใส่ใน img ครับ อธิบายรูป ส่วน title=”" ใส่ใน a ครับ อธิบายลิ้งค์ <:-p

  6. likhi1
    April 20th, 2007 at 18:00 | #6

    รอติดตามตอนต่อไปครับ…..

    ปล. รอติดตามเรื่อง แฮก CSS ด้วยครับ :d:d:d

  7. April 21st, 2007 at 09:06 | #7

    ขอบคุณมากครับที่อธิบาย ^_^

  8. April 27th, 2007 at 09:23 | #8

    เห็นด้วยกับ Admin ว่าคนออกแบบ ก็ไม่ชอบแบรนเนอร์ แต่คนทำ marketing ก็อยากติดแบรเนอร์

    วิธีที่จะทำให้ไปด้วยกันได้ ก็ต้องทำแบรนเนอร์ให้ออกแบบดูดีด้วย
    :x

  9. May 1st, 2007 at 16:13 | #9

    title ก็ใช้ใน img นะครับ

    เพียงแต่ว่า alt นั้นจะใช้ได้เฉพาะใน IE เท่านั้น ใน Firefox ถ้าใช้ alt จะไม่ขึ้นครับ
    ต้องใช้ title และนี่คือความแตกต่างครับ

  10. May 1st, 2007 at 16:18 | #10

    อ่อ ลืมไปอีกอัน anchor tag ก็มี attributes title นะครับ ไม่ใช่ว่า title จะไม่ใช้ใน anchor tag

    ส่วนมากผมจะใช้ title ทั้งหมดไม่ว่าใน a หรือ img

    เพียงแต่ใน img นั้นจะใช้ทั้งสองอย่างคือ alt และ title คือ alt นั้นเป็น required attributes คือ “ต้องใส่” alt เสมอ และที่เพิ่ม title ขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้แสดงผลใน Firefox ได้

    :d

  11. Thannoy
    February 24th, 2008 at 10:47 | #11

    อยากเริ่มต้นทำ web application ที่ติดต่อกับฐานข้อมูลที่อยู่ในเครื่องตัวเอง(offline)
    ต้องเริ่มต้อนที่ไหนครับ

    พอมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ MsAccess

    :-? จะมีคนมาช่วยแนะไหมเนี่ย
    เอาแบบแค่เริ่มต้นก็ได้ครับ แบบมีช่องให้เราใส่ ID(หรือหมายเลขใดๆ)
    พอใส่เสร็จคลิ๊ก OK แล้วจะมีชื่อของ ID คนนั้นปรากฎ
    หรือแบบอื่นก็ได้นะครับเท่าที่จะสะดวกแนะนำ

  12. inter55
    December 19th, 2008 at 12:00 | #12

    อยากทำเป็นมั่งจัง

  13. December 6th, 2009 at 16:13 | #13

    แนวนี้ชอบมากเลยครับ

  14. December 6th, 2009 at 16:13 | #14

    Thank you for good information

  15. March 1st, 2010 at 11:09 | #15

    หากเขียนให้ถูกหลักก็สามารถมั่นใจในระดับนึงว่าดีต่อการทำ SEO และ สามารถแสดงผลได้ทุก browser :)

  1. No trackbacks yet.